Saturday, June 6, 2009

โครงการศึกษาปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า (POWER FACTOR) ของผู้ใช้ไฟฟ้า

การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) เป็นรัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปโภครับผิดชอบในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าอย่างมีคุณภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ในการจำหน่ายกระแสไฟฟ้านั้น กฟน.ได้ตะหนักถึงความมั่นคงเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า คุณภาพและการบริการ การประหยัดพลังงาน และส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อการประหยัดพลังงานของประเทศ ซึ่งต้องเกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างจริงจังเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ในที่สุด

อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดต่างๆล้วนต้องการพลังงานไฟฟ้าเพื่อให้สามารถใช้งานได้ ซึ่งพลังงานไฟฟ้าจะถูกส่งมาจากแหล่งผลิตไฟฟ้าเป็นระยะทางไกลๆ โดยผ่านการแปลงแรงดันจากหม้อแปลงไฟฟ้าหลายครั้งกว่าจะมาถึงผู้ใช้ไฟฟ้าแต่ละรายได้ ประสิทธิภาพหรือคุณภาพของการจ่ายไฟฟ้าจึงมีความสำคัญมาก

เพาเวอร์แฟคเตอร์(POWER FACTOR : PF) หรือตัวประกอบกำลังไฟฟ้า เป็นตัวประกอบสำคัญตัวหนึ่งที่ใช้ในการวัดประสิทธิภาพหรือคุณภาพของการจ่ายไฟฟ้าในอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีเพาเวอร์แฟคเตอร์ต่ำ มีผลทำให้ระบบการจ่ายไฟฟ้ามีคุณภาพต่ำไปด้วย การไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องเพิ่มขนาดของอุปกรณ์ จำหน่ายไฟฟ้าให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถรับปริมาณพลังงานไฟฟ้า ส่วนที่ไม่จำเป็นหรือที่เรียกกันว่า พลังไฟฟ้ารีแอคทีฟ ซึ่งไม่มีผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม นอกจากนั้นยังต้องปรับปรุงคุณภาพการจ่ายไฟฟ้าให้มีแรงดันไฟฟ้าที่ต่ำลงด้วย ทำให้ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นหากผู้ใช้ไฟฟ้าปรับปรุง POWER FACTOR ของอุปกรณ์ไฟฟ้าให้สูงขึ้น ผู้ใช้ไฟฟ้าก็จะได้รับผลประโยชน์ไฟฟ้าที่สูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการช่วยชาติประหยัดพลังงานได้ในที่สุด

ถึงแม้ว่าได้มีการใช้ค่าปรับ POWER FACTOR เพื่อชักจูงผู้ใช้ไฟฟ้าให้ทำการปรับปรุง POWER FACTOR เพื่อการประยัดพลังงานมาช้านานแล้วก็ตาม แต่ยังมีผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นส่วนน้อยที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการปรับปรุง POWER FACTOR ดังกล่าว ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายการประหยัดพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาล การไฟฟ้านครหลวงจึงได้จัดทำ “โครงการศึกษาปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า (POWER FACTOR) ของผู้ใช้ไฟฟ้า” ขึ้น และเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการนโยบายแห่งชาติเพื่อขอรับการสนับสนุน ด้านการเงิน จากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยจะดำเนินการปรับปรุงค่า POWER FACTOR ของผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีค่าต่ำกว่า 0.85 Lagging ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 11,065 ราย และมีค่า POWER FACTOR มากกว่า 0.85 Lagging โดยการติดตั้งCapacitor จำนวนทั้งสิ้น 461.75 MVAR ซึ่งจะทำให้เพิ่มความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่ในระบบไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

การดำเนินงานในโครงการปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มี PF. ของผู้ใช้ไฟฟ้าให้มีค่าสูงขึ้น 0.85 Lagging ซึ่งจะเป็นการลดกำลังไฟฟ้าที่จะสูญเสียไป และเพิ่มความสามารถในการรับ Load ของอุปกรณ์ต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นทั้งของผู้ใช้ไฟฟ้า ผู้จำหน่ายไฟฟ้าระบบส่งไฟฟ้า และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอันเป็นการประหยัดการใช้พลังงานของผู้ใช้ไฟฟ้า และประเทศชาติโดยรวมผลการดำเนินงานในโครงการนี้ จะก่อให้การอนุรักษ์พลังงานทางด้านไฟฟ้าเป็นไปอย่างถูกวิธีและเป็นรูปธรรม

โดยการไฟฟ้านครหลวงจะดำเนินการปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้า POWER FACTOR ของผู้ใช้ไฟฟ้าที่มี PF. ต่ำกว่า 0.85 Lagging จำนวนทั้งสิ้น 11,065 ราย โดยกฟน. จะให้ความรู้คำแนะนำของประโยชน์ในการปรับปรุงค่า POWER FACTOR ต่อผู้ใช้ไฟฟ้า พร้อมกับเชิญบริษัทเอกชนที่มีคุณสมบัติตามข้อที่กำหนดไว้ และประสงค์ที่จะรับจ้าง กฟน. เพื่อดำเนินการสำรวจ ออกแบบและติดตั้งตัวเก็บประจุไฟฟ้า จำนวนประมาณ 461.75 MVAR โดยการประกวดราคา หรือการดำเนินการดังกล่าวพร้อมรับประกันความเสียหายที่เกิดกับอุปกรณ์ที่ทำการติดตั้งไว้เป็นเวลา 2 ปี ภายใต้การกำกับดูแลของ กฟน. พร้อมกับบริษัทฯ ดังกล่าวจะต้องตรวจสอบค่า POWER FACTORของผู้เข้าร่วมใช้ไฟฟ้าที่เข้าร่วมโครงการแต่ละปีและประกันความเสียหายของอุปกรณ์ตลอดระยะเวลาที่รับประกัน ไว้เพื่อการบำรุงรักษาอุปกรณ์ที่ได้สภาพที่ใช้งานปกติ โดย กฟน. จะขอรับการสนับสนุนด้านการเงินของโครงการฯกับกองทุนเพื่อส่งเสิรมการอนุรักษ์พลังงาน และให้ผู้ใช้ไฟฟ้าร่วมสมทบทุนติดตั้ง Capacitorและอุปกรณ์ประกอบอีกส่วนหนึ่ง พร้อมกันนี้ กฟน. จะได้จัดทำแผนเพื่อการลงทุนปรับปรุง PF.ในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ให้มีค่า POWER FACTOR เท่ากับหรือมากกว่า 0.875 ด้วย

ผลที่คาดว่าจะได้รับ เพิ่มความสามารถของอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบไฟฟ้าได้หรือมีความสามารถในการรับ Load ของอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่ในระบบไฟฟ้าได้เพิ่มมากขึ้น เท่ากับ 287.72 MW คิดเป็นเงินที่ประเทศชาติสามารถประหยัด การลงทุนขยายระบบไฟฟ้าได้ คิดเป็นจำนวนเงิน 641.103 ล้านบาทต่อปี

ลดพลังงานไฟฟ้าสูญเสีย ซึ่งทำให้ประเทศชาติสามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าได้เท่ากับ 97.81 GWh ต่อปี คิดเป็นเงินที่ประเทศชาติสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เท่ากับ 141.306 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นเงินที่ประเทศสามารถประหยัดได้รวมเท่ากับ 782.094 ล้านบาทต่อปี

ในขณะเดียวกันผู้ใช้ไฟฟ้าที่ได้ปรับปรุงค่าตัวประกอบกำลังไฟฟ้าได้สูงขึ้นแล้วสามารถเพิ่มความสามารถของสายไฟฟ้าของหม้อแปลงไฟฟ้าในการรับ Load ได้เพิ่มขึ้น 370.33 MW คิดเป็นเงินของผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เท่ากับ 72.635 ล้านบาทต่อปี ประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงได้ 651.86GWh ต่อปี คิดเป็นเงินที่ประหยัดค่าพลังงานไฟฟ้าได้ เท่ากับ 689.799 ล้านบาทต่อปี และนอกจากนี้ยังสามารถประหยัดค่าไฟฟ้ารีแอคทีฟได้อีก คิดเป็นเงิน 96.340 ล้านบาทต่อปี และประหยัดค่าไฟฟ้าอันเนื่องจาก Copper Loss และ Cable Loss คิดเป็นเงิน 66.13 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นเงินที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถประหยัดในการใช้พลังงานได้รวมถึง 924.904 ล้านบาทต่อปี รวมเงินที่สามารถอนุรักษ์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมดได้ประมาณ 1,707.331 ล้านบาทต่อปี

ที่มา เว็บไซต์สถาบันวิจัยพลังงาน

การปรับปรุงเพาเวอร์แฟคเตอร์ (power factor) ของโหลดด้วยคาปาซิเตอร์

ตัวอย่าง โหลดที่แรงดัน 380V ขนาด 1000kW 0.75PF ต้องการปรับให้เป็น 0.95PF ต้องใช้คาปาซิเตอร์ขนาดเท่าใด ถ้าพิกัดแรงดันของคาปาซิเตอร์มีค่า 440V

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า คาปาซิเตอร์เปรียบเสมือนกับเครื่องกำเนิดวาร์ (Vars) หรือเป็นตัวกำเนิดกำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ Q
ก่อนใส่คาปาซิเตอร์ กำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟของโหลดมีค่า QL สามเหลี่ยมกำลังไฟฟ้า (Power Triangle) ซึ่งประกอบด้วยกำลังไฟฟ้าจริง PL และกำลังไฟฟ้ารีแอคตีฟ มุม qL เป็นมุมซึ่งหาได้จาก cos-1(PF)
qL = cos-1(0.75) = 41.4o
โหลดมีค่า 1000kW 0.75PF
PL = 1000kW
QL = PLtanqL = 1000tan41.4o = 881kVar
SL = PL/cosqL = 1000/0.75 = 1333kVA
เมื่อต้องการปรับ PF ให้เป็น 0.95
qL = cos-1(0.95) = 18.2o
QL - QC = PLtanqL = 1000tan18.2o = 329kVar
ขนาดคาปาซิเตอร์ที่ต้องใช้สำหรับระบบแรงดัน 380V
881 - 329 = 552kVar
ถ้าพิกัดแรงดันของคาปาซิเตอร์เป็น 440V ต้องใช้คาปาซิเตอร์ขนาด
552 x (440/380)2 = 740kVar
ทำไมต้องเป็น 552 x (440/380)2 ในทางปฏิบัติเราไปหาคาปาซิเตอร์พิกัดแรงดัน 380V คงไม่มีหรืออาจหายาก ดังนั้น ถ้าพิกัดแรงดันของคาปาซิเตอร์ไม่ตรงกับแรงดันของระบบที่ใช้งานก็ต้องคำนวณเพื่อหาขนาดคาปาซิเตอร์ที่ถูกต้องมาใช้งาน

วิศวกรบางท่านได้ค่าคาปาซิเตอร์ที่ได้จากการคำนวณในระบบ 380V ก็สั่งซื้อขนาดดังกล่าวมาติดตั้ง ปรากฏว่าได้ PF ไม่ตรงตามต้องการ ในทางปฏิบัติมีการใช้ไม่ถูกต้องเป็นจำนวนมาก

สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงในคาปาซิเตอร์คือค่า XC ดังนั้น กำลังไฟฟ้าจึงมีค่าเท่ากับ V2/XC ขึ้นกับว่าไปใช้ที่แรงดันเท่าใด ถ้าใช้ที่แรงดันต่ำก็ทำให้กำลังไฟฟ้า kVar มีค่าน้อยลง
สรุปได้ว่ากำลังไฟฟ้า kVar แปรตาม V2

ถ้านำคาปาซิเตอร์ 740kVar ที่พิกัดแรงดัน 440V มาใช้งานที่ 380V ได้ 740 x (380/440)2 = 552kVar
- ถ้านำคาปาซิเตอร์ 740kVar ที่พิกัดแรงดัน 440V มาใช้ในระบบ กฟน. ที่มีพิกัดแรงดัน 416V จะเหมือนต่อคาปาซิเตอร์ขนาด 740 x (416/440)2 = 661kVar

ถ้านำคาปาซิเตอร์ 740kVar ที่พิกัดแรงดัน 440V มาใช้ในระบบ กฟภ. ที่มีพิกัดแรงดัน 400V จะเหมือนต่อคาปาซิเตอร์ขนาด 740 x (400/440)2 = 611kVar

ที่มา : http://jom.212cafe.com/archive/

การไฟฟ้านครหลวง จะประมูลซื้อ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองพร้อมอุปกรณ์ ขนาด 500 kVA

การไฟฟ้านครหลวง มีความประสงค์จะประมูลซื้อ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองพร้อมอุปกรณ์ ขนาด 500 kVA. พร้อมติดตั้ง จำนวน 1 ชุด โดยมีกำหนดส่งมอบพัสดุให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน นับถัดจากวันที่ได้ลงนามในสัญญาซื้อขาย

กำหนดยื่นเอกสารประมูลด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 ถึง 10 กรกฎาคม 2552 ระหว่างเวลา 08.00 น. ถึง 11.00. น. ณ อาคาร 3 ชั้น 7 งานจัดซื้อ-จัดจ้าง กองสนับสนุนธุรกิจ ฝ่ายบริการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับการคัดเลือกให้เข้าเสนอราคาในวันที่ -- กรกฎาคม 2552 เวลา --- น.

ผู้สนใจติดต่อขอรับ/ซื้อเอกสารประมูลซื้อด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในราคาชุดละ 1,000.00 บาท ได้ที่ อาคาร 3 ชั้น 7 งานจัดซื้อ-จัดจ้าง กองสนับสนุนธุรกิจ ฝ่ายบริการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง เขตวัดเลียบ ระหว่างวันที่ 22 มิถุนายน 2552 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2552 ดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ ---- หรือสอบถามทางโทรศัพท์หมายเลข 02-220-5558 ในวันและเวลาราชการ

Tuesday, June 2, 2009

บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) สอบราคาซื้อ Mobile Generator 12 เครื่อง

ด้วยฝ่ายปฏิบัติการและบำรุงรักษาสื่อสารไร้สาย บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) มีความประสงค์จะสอบราคาซื้อ Mobile Generator จำนวน 12 เครื่อง-

กำหนดยื่นซองสอบราคา ณ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สื่อสารไร้สาย ในวันที่ 11 มิ.ย. 2552 ภายในเวลา 09.00 น. - 11.15 น. ตามเวลานาฬิกาของฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สื่อสารไร้สายเป็นมาตรฐาน-

กำหนดเปิดซองสอบราคาในวันที่ 11 มิ.ย. 2552 เวลาประมาณ 11.30 น.

จำหน่ายรายละเอียดชุดละ 107.- บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ผู้สนใจโปรดติดต่อขอซื้อเอกสารสอบราคาได้ที่ ส่วนธุรการรวมสื่อสารไร้สาย ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สื่อสารไร้สาย ศูนย์บริการลูกค้าชั้น 3 บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210-0298 โทร. 0-2104-4165, 0-2104-4795 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2552 ถึงวันที่ 10 มิถุนายน 2552 ในเวลา 09.00 น. ถึง 15.00 น. เป็นต้นไป

เครื่องกำเนิดไฟฟ้ากับสิทธิส่งเสริมการลงทุน (BOI)

โดยปกติเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะเสียภาษีนำเข้า 10% (เครื่องกำเนิดไฟฟ้าประกอบสำเร็จรูปจากต่างประเทศ) ซึ่งโดยปกติผู้ซื้อที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จะได้รับสิทธิพิเศษยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าก็มักจะเป็นรายการหนึ่งที่ได้รับการยกเว้นดังกล่าวด้วย ดังนั้นในกรณีที่ได้รับสิทธิส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จะช่วยให้ผู้ซื้อสามารถซื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้ในราคาที่ประหยัดขึ้น 10 %

ในกรณีที่ผู้ซื้อได้รับสิทธิพิเศษ BOI ควรจะสั่งซื้อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าโดยตรงจากผู้ขาย เนื่องจากจะช่วยลดความซับซ้อนทางด้านเอกสารเกี่ยวกับใบแจ้งหนี้ ซึ่งควรจะเป็นชื่อเดียวกันกับผู้ได้สิทธิ BOI (เพราะอาจยุ่งยากในการสำแดงเอกสารกับสรรพากรในภายหลังได้)

Monday, June 1, 2009

หลังการใช้งานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

หลังการใช้งานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ควรดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ตรวจสอบรอยรั่วซึมของระบบน้ำหล่อเย็น รอยรั่วซึมของน้ำมันหล่อลื่น

(2) ทำความสะอาดหม้อน้ำรังผึ้ง โดยปัดฝุ่นผง เศษวัสดุที่ติดตามแนวหม้อน้ำ

(3) ตรวจสอบข้อต่อส่งกำลังต่าง ๆ

(4) ตรวจสอบจุดต่อสายไฟต่าง ๆ

(5) ทำความสะอาดไส้กรองอากาศ

(6) ตรวจสอบหารอยปริร้าวของสายพานฉุดใบพัด และสายพานต่าง ๆ

(7) ทำความสะอาดสถานที่และเครื่องยนต์ ตู้ควบคุม

(8) ตรวจดูระดับน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับ

(9) ไล่ความชื้นออกจากที่กรองน้ำมันเชื้อเพลิงทุก ๆ สัปดาห์ (ถ่ายน้ำทิ้งจากชุดกรองน้ำมันเชื้อเพลิง)

(10) ตรวจสอบจดบันทึกการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และชั่วโมงการทำงานของเครื่องยนต์

ระหว่างใช้งานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

ระหว่างใช้งานเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ควรดำเนินการดังต่อไปนี้

(1) ตรวจสอบแรงดันไฟฟ้า ต้องอยู่ในเกณฑ์กำหนด

(2) ตรวจสอบความถี่ทางไฟฟ้า ต้องอยู่ในเกณฑ์กำหนด

(3) ตรวจสอบกระแสการใช้งานของ Load ต้องไม่เกินกำลังของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

(4) ตรวจสอบแรงดันน้ำมันเครื่องยนต์ว่าปกติหรือไม่จากมาตรวัด

(5) ตรวจสอบอุณหภูมิของเครื่องยนต์ว่าปกติหรือไม่จากมาตรวัด

(6) สังเกตและฟังเสียงที่เกิดจากอาการผิดปกติของเครื่องยนต์และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

(7) ตรวจเช็คการทำงานของตู้ควบคุม

(8) ไม่ควรเปิดหรือปิดเบรกเกอร์สำหรับจ่าย Load บ่อย ๆ โดยไม่จำเป็น

(9) หากเกิดประกายไฟจากจุดต่าง ๆ หรือมีกลิ่นไหม้ ควันขึ้นให้ดับเครื่องยนต์แล้วแจ้งช่าง

(10) ควรมีเจ้าหน้าที่ควบคุมดูแลเครื่องยนต์ขณะใช้งานตลอดเวลา